วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551

The Kite Runner ..เสียน้ำตาไป 3 รอบให้กับหนังเรื่องนี้

***สิ่งที่เขียนต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาพอสมควร***
ได้ยินกิตติศัพท์ของทั้งนิยายและภาพยนตร์เรื่องนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว จนเมื่อมีโอกาสก็ต้องไปดูสักหน่อย แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ



ภาพยนตร์ที่ถูกสร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์ของ Khaled Hosseini นักเขียนเชื้อสายอัฟกานิสถาน แปลเป็นไทยในชื่อ "เด็กเก็บว่าว" โดย วิษณุฉัตร วิเศษสุวรรณภูมิ และถูกนำมาถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์มโดย Marc Forster ผู้กำกับ Finding Neverland เข้าชิง 1 ออสการ์และ 2 ลูกโลกทองคำ
ไม่ขอเล่าเนื้อหาโดยละเอียด แต่เสียน้ำตาไป 3 ฉากที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพัน..




ฉากแรกเมื่อ Hassan พยายามวิ่งตามไปเก็บว่าว ให้กับ Amir โดยก่อนจากไปได้บอกกับ Amir ประมาณว่า ไม่ว่าระยะทางจะกี่พันไมล์ ฉันก็จะไปเก็บว่าวมาให้นายให้ได้ (เป็นว่าวจากการแข่งขันว่าวที่อัฟกานิสถาน ซึ่ง Amir เป็นผู้ชนะ ปาดว่าวของคู่แข่งได้สำเร็จ) แล้ว Hassan ก็วิ่งหายไป แต่ไปเจอคู่แค้นซึ่งโตกว่าและมี 3 คน ที่พยายามจะมาเอาว่าวตัวให้เพื่อแลกกับการปล่อยให้ Hassan เป็นอิสระ

แต่เพราะความรักเพื่อน Hassan ไม่ยอมให้และสุดท้ายก็ถูกหัวหน้าของกลุ่มนั้นข่มขืน (ซึ่งต่อมาอีก 20 ปี มันเป็นผู้นำตาลีบันและจับตัวลูกของ Hassan ไปทำให้ Amir ต้องตามไปเพื่อเอาเด็กคืนกลับมา และไถ่บาปในความผิดที่ติดค้างอยู่ในหัวใจ) ภาพของ Hassan เดินออกมาแล้วบอก Amir ว่ารีบกลับบ้านเถอะ แต่ในขณะเดียวกันเลือดก็หยดจากกางเกงของ Hassan ด้วย... !!! (ก็มันโดนอัดตู๊ดดดด)

ฉากที่สอง เมื่อเวลาล่วงไปและหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป Amir หนีสงครามไปอยูาปากีสถานและอเมริกาในเวลาต่อไป แต่เมื่อวันหนึ่งต้องกลับไปที่ปากีฯ เพื่อรับรู้เกี่ยวกับชะตากรรมของ Hassan และความซื่อสัตย์ รวมทั้งความรู้สึกของเค้าที่มีต่อ Amir ผ่านจดหมาย ..ช่วงเวลาที่ Amir อ่านจดหมายและรับรู้ถึงถ้อยความเหล่านั้น มันก็ทำให้ฉันน้ำตาแตกอีกครั้ง .... ไม่ว่าเวลาจะล่วงไปสักกี่ปีแต่ความผูกพัน ความซื่อสัตย์ ในตัวของ Hassan ก็ไม่เคยจางหายไปเลย ซึ่งจริงแล้วอาจจะเป็นสายเลือดด้วยก็ได้

ฉากสุดท้าย ก็เกือบท้ายสุดของเรื่อง Amir ชวนลูกของ Hassan มาเล่นว่าว และก่อนจะวิ่งไปเก็บว่าวที่ปาดมาชนะ ได้หันมาบอกกับลูกของ Hassan ว่า ไม่ว่าระยะทางจะกี่พันไมล์ ก็จะวิ่งไปเก็บมาให้นายจนได้.... น้ำตาก็ไหลบ่ามาเลยค่ะ ส่งท้ายเรื่อง

ด้วยความที่เป็นหนัง ระยะเวลาที่จำกัด หนังจึงสื่อให้เห็นถึงความผูกพันของทั้งคู่แบบทาสผู้ซื่อสัตย์เลยทีเดียว ตั้งแต่เริ่มแรกโดย Amir เป็นเด็กที่มีฐานะ และ Hassan เป็นเด็กชาวเผ่าฮาซาร่าและเป็นลูกคนใช้เก่าแก่ที่อยู่ในบ้านหลังนั้นมากว่า 40 ปี (และมันมีอะไรมากกว่านั้นตรงที่แท้จริงแล้วเด็ก 2 คนนี้เป็นพี่น้องกัน) ทั้งฉากที่ถามกันว่าจะให้อีกฝ่ายหนึ่งกินดินจริงๆ เหรอ หรือฉากที่ Amir อ่านหนังสือให้ Hassan ฟังเพราะเค้าอ่านหนังสือไม่ออก และตรงนี้เองที่ Amir เล่านิทานให้ฟังโดยมีตัวละครชื่อ โซหรับ แล้ว Hassan เอาไปตั้งชื่อลูกในเวลาต่อมา แล้วความผูกกันก็กลายเป็นความเจ็บปวดเมื่อถึงวันที่ Amir พยายามทำให้ Hassan จากไป ....จนกลายเป็นปมในใจนับตั้งแต่วันที่เค้าเห็น Hassan ถูกทำร้ายเพื่อปกป้องว่าวให้เค้า และการจากลากทั้งที่ลึกๆ ในใจก็ไม่ต้องการ

ฉากที่ Hassan เก็บของแล้วเดินออกจากบ้านมาก็เป็นอีกฉากที่ทำให้เจ็บปวดอยู่ในหัวใจลึกๆ เช่นเดียวกัน
หนังไม่ได้สื่อให้เห็นถึงความยากลำบากอะไรเท่าไรเมื่อ Amir พยายามจะไปเอาตัวลูกของ Hassan จากบ้านผู้นำตาลีบัน รู้สึกว่าฉากช่วงนี้สั้นมาก เมื่อเทียบกับทั้งหมดของเรื่อง

ดูหนังจบก็บอกกับตัวเองว่า งานสัปดาห์ฯ จะไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ... เพราะถูกแปลไปถึง 42 ภาษาเลยทีเดียว

เมื่ออ่านข้อมูลประกอบ http://www.citylifefm.com/cityboard/viewtopic.php?p=8021#8021 ก็ยิ่งทำให้ทึ่งขึ้นไปอีก เพราะผู้กำกับได้เสาะหาตัวแสดงเด็กที่จะมาสวมวิญญาณแสดงนำในเรื่องนี้อย่างตั้งใจ เพื่อให้สมจริงที่สุดตรงกับบทประพันธ์ที่สุด ทางผู้กำกับทีมงานได้เลือกเด็กจากกรุงคาบูล อัฟกานิสถานตามท้องเรื่องจริงๆ และแทนที่จะจัดออดิชั่นบทตามปกติ ก็ใช้วิธีพาพวกเขาออกไปเล่นว่าว เพื่อดูลักษณะอาการของพวกเขาขณะผ่อนคลายและสนุกสนาน และในที่สุดก็ได้เด็กชายชาวคาบูล 3 คนมาแสดง คือ ซีกีเรีย เอบราฮามี่ เด็กนักเรียนเกรด 5 รับบทเออเมียร์, อาห์หมัด ข่าน มาห์มูดซาด้า และอาลี ดาเนช บากห์ทยารี ซึ่งองค์กรบรรเทาทุกข์อัฟกันเป็นผู้ค้นพบตัว รับบทเป็นฮัสซาน และโซหรับ




วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

วันศุกร์ที่ไม่เหมือนเดิม

อีกครั้ง...ที่กลับมาไม่ทันดู One Tree Hill ในคืนวันศุกร์
เมื่อก่อนนี้ คือนวันศุกร์จะเป็นวันที่มีความสุข
กลับบ้านมานั่งดูซีรีย์ที่ชื่นชอบ นั่งกินข้าวคนเดียวไปเรื่อยๆ
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อวันคืนเปลี่ยน
อะไรต่ออะไรก็เปลี่ยนจากวันศุกร์ที่เคยมีความสุข
มันกลายเป็น "ก็แค่วันศุกร์" เหมือนวันพฤหัส วันพุธ วันอังคาร และจันทร์
อดไปดูซีรีย์ที่ชอบในคืนวันศุกร์ ต้องตื่นมาดูตอน 6.30 ของเช้าวันเสาร์

เมื่อเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ ทำอะไรไม่ได้ดังใจเหมือนเคย
ปริมาณความสุขที่เคยเกิดขึ้นหดหายไปประมาณ 40% (จากเดิมก็ไม่ถึง 100%)
ดูอะไรก็ไม่ซึมซับ อ่านอะไรก็งั้นๆ ฟังอะไรก็เฉยๆ
เฮ้ย!! ไม่ใช่แล้วล่ะแบบนี้ระบบประสาทแปรปรวนแล้วล่ะ จิตตกหดหู่แล้วล่ะ
สภาพจิตใจถึงจุดต่ำ จุดที่ต้องรีบกระตุ้นโดยด่วน
ทำไงดีล่ะเนี่ย
เฮ้อ...